บุ้งหลังขาว (บุ้งชมพู่) (Trabala vishnou Lefebvre)

38 จำนวนผู้เข้าชม  |  ความรู้เรื่องแมลง

บุ้งหลังขาว (บุ้งชมพู่) (Trabala vishnou Lefebvre)

ความสำคัญ

  หนอนชนิดนี้พบว่าเป็นหนอนออกหากินเวลากลางคืน  ที่เป็นศัตรูของครั่งเนื่องจากตัวหนอนกินใบสะเเก ถ้าระบาดมากจะกัดทำลายเนื้อใบจนเหลือแต่เส้นกลางใบ ทำให้ต้นสะแกที่ใช้เลี้ยงครั่งได้ดี หยุดชงักการเจริญเติบโต และน้ำเลี้ยงกิ่งไม่พอกับความต้องการของครั่ง โดยทั่วไปแมลงชนิดนี้จะมีการกระจายพันธุ์อยู่หลายประเทศ เช่น จีน อินเดีย ปากีสถาน ซีลอนพม่า ในประเทศไทยพบมีอยู่ตามภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง

ชีววิทยา

  ลักษณะของผีเสื้อ  ตัวผู้จะมีขนาดเล็กกว่าตัวเมีย ขนาดลำตัวโดยทั่วไปยาวประมาณ 1.7 ซม. มีสีเขียวปนขาว ตัวเมียมีสีเหลืองอ่อน ขอบปีกโค้งมน และปลายปีกทั้ง 2 คู่ มีจุดไข่ปลาสีดำกระจายเป็นรูปโค้ง ตัวเมียวางไข่ได้ครั้งละ 200-400 ฟอง โดยวางไข่เป็นแถวคู่บนพืชอาหารเป็นกลุ่มๆ ละ 30-40 ฟองประมาณ 4 วัน ไข่จะฟักเป็นตัวอ่อนลำตัวสีดำ มีขนสีขาวทุกปล้อง

เมื่อตัวยาว 3.5 ซม. จะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีไพร มีเส้นสีขาวตลอดกลางลำตัว ที่หัวมีขนเป็นกระจุกยาวสองข้างคล้ายหนวดสีน้ำตาล ตัวโตเต็มที่ยาวประมาณ 6 ซม. ขนที่ตัวจะเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีเทาอมชมพู ลำตัวหดสั้นเข้า หนวดจะหลุดก่อนที่จะเข้าดักแด้ หนอนตัวผู้มีการลอกคราบ 5 ครั้ง และตัวเมียลอกคราบ 6 ครั้ง เป็นระยะหนอนอยู่ 38 วัน จึงเข้าดักแด้ ดักแด้ตัวผู้ยาว 1.5 ซม. และดักแด้ตัวเมียยาว 2.5 ซม. เป็นระยะดักแด้อยู่ประมาณ 15 วัน จึงออกเป็นผีเสื้อ

การป้องกันกำจัด

  การป้องกันกำจัดบุ้งหลังขาวหรือบุ้งชมพู่  นี้ไม่ใช่ของยาก เพราะมียาฆ่าแมลงหลายชนิด รวมทั้งเชื้อแบคทีเรีย และสารไพรีทรอยด์สังเคราะห์ที่ใช้พ่นกำจัดได้ แต่ด้วยเหตุที่การระบาดของบุ้งหลังขาวบนต้นสะแกนั้น อยู่ในช่วงปลายฤดูฝนซึ่งมีครั่งอาศัยบนต้นสะแกด้วย ฉะนั้นจึงต้องใช้แบคทีเรียเท่านั้นในการพ่นเพื่อกำจัด เพื่อมิให้เป็นอันตรายต่อตัวครั่ง โดยปกติชาวบ้านที่เลี้ยงครั่งจะไม่นิยมในการพ่นยากำจัด มักจะเก็บเอาตัวหนอนและดักแด้ทำลายเสียเท่านั้น

 

แหล่งที่มาของรูปภาพ : wikiwand

Powered by MakeWebEasy.com